ผลกระทบการเลือกตั้งของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทย แบบเข้าใจง่าย กับ P2P

ผลกระทบการเลือกตั้งของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทย: การวิเคราะห์ด้วย Forcefield Analysis

การเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ในสหรัฐฯ ที่ผ่านมานี้ ไม่เพียงแต่เป็นที่จับตามองในประเทศสหรัฐฯ เองเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบที่สั่นสะเทือนไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง นโยบายต่าง ๆ ของเขาอาจส่งผลทั้งในแง่บวกและแง่ลบต่อเศรษฐกิจไทยได้ ดังนั้น ในบทความนี้ เราจะวิเคราะห์ด้วย Forcefield Analysis ให้เห็นภาพของทั้งแรงผลักดัน และแรงต้านต่อภาคธุรกิจในประเทศไทย เพื่อตอบคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายใต้ทรัมป์จะส่งผลอย่างไรกับเศรษฐกิจไทย โดยนโยบายหลักๆของทรัมป์ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจระดับโลกมีอยู่สองอย่าง คือ 1.แผนลดภาษีนิติบุคคลสหรัฐจากปัจจุบันที่ 21% เหลือ15% และ 2.แผนขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 20% เป็น 60%

1. การค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

แรงผลักดัน:

  • โอกาสเพิ่มการนำเข้าทดแทนสินค้าจากจีนในระยะสั้น : ในระยะสั้นๆ ไทยอาจได้รับประโยชน์จากจากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯและการนำเข้าสินค้าจากไทยบางรายการเพื่อทดแทนสินค้าจีน ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ ถุงมือยาง น้ำผลไม้ อุปกรณ์โทรทัศน์ PCA และของเล่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตสินค้าส่งออกของไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกมาตรการปรับเพิ่มนำเข้าของทรัมป์ เนื่องจากไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯสูงเป็นอันดับที่ 12 (ปี 2566) ในบรรดาคู่ค้าทั้งหมด ซึ่งคงต้องติดตามและผลสุดท้ายน่าจะต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างทางการไทยกับสหรัฐฯด้วย นอกจากนี้ การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนที่มีมากขึ้น

แรงต้าน:

  • การเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ: หนึ่งในนโยบายสำคัญของทรัมป์ในช่วงดำรงตำแหน่งครั้งก่อน คือการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งหากนโยบายนี้ยังคงเดินหน้าต่อไป อาจเกิดการขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้สินค้าจากไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์
  • การทุ่มตลาดของจีนจากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น: อุตสาหกรรมต่างๆในไทยโดยเฉพาะ ผู้ผลิตสินค้าไทยในกลุ่มเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง (เหล็ก) สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม มีแนวโน้มที่จะเจอการแข่งขันกับสินค้านำเข้าหรือการเข้ามาลงทุนในไทยจากจีนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการผลิตที่มากกว่าความต้องการในประเทศของสินค้าจีน ประกอบกับกำแพงภาษีจากชาติตะวันตก ทำให้จีนต้องหาตลาดส่งออกเพื่อระบายสินค้าและหล่อเลี้ยงการประกอบธุรกิจ จะยิ่งเพิ่มการแข่งขันให้กับสินค้าไทยทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก

2. นโยบายภาษีนิติบุคคลและการลงทุนจากต่างประเทศ

แรงผลักดัน:

  • โอกาสจากการโยกย้ายฐานการผลิต: การกีดกันสินค้าจากจีนอาจเป็นประโยชน์ทางอ้อมสำหรับประเทศไทย เนื่องจากการโยกย้ายเงินลงทุน (FDI) ไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเร่งการลงทุนในเอเชียแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิจารณาการลงทุนอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและยังใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์จากการลงทุน โดยอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้แก่ การผลิตรถยนตฺและกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในไทยและอีกหลายประเทศในอาเซียน แต่ควรระวังเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐที่อาจจะสูงขึ้นและความพร้อมของสินค้าไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

แรงต้าน:

  • การดึงดูดนักลงทุนไปสหรัฐฯจากการลดภาษีนิติบุคคล: หากทรัมป์กลับมาใช้นโยบายลดภาษีนิติบุคคลอีกครั้ง สหรัฐฯ อาจดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกได้มากขึ้น รวมถึงนักลงทุนที่มองหาการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศไทย จึงอาจส่งผลให้การลงทุนในประเทศไทยลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนจากสหรัฐฯ อยู่แล้ว

3. นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

แรงต้าน:

  • ส่งออกชะลอตัวจากอัตราและเปลี่ยนที่ยังคงแข็งค่า : นักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ ยังคงมุมมองในกรณีฐานว่า สหรัฐจะลดดอกเบี้ยลง 100bps ในปี 2568 เนื่องจากสหรัฐน่าจะเข้าสู่ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวตามวัฏจักร (soft-landing) ในปีหน้า สำหรับมุมมองต่อแนวโน้มค่าเงินบาท มองว่าเงินบาทอาจจะแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น จากประเด็นที่ Trump ชนะการเลือกตั้ง แต่นักเศรษฐศาตร์ยังคงมองว่า USD/THB จะยังเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 32.50 บาทในปี 2568 ทั้งนี้ เมื่อตลาดหายตื่นเต้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐแล้ว ตลาดน่าจะกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง และ ยังต้องลดดอกเบี้ยลงอีกเป็นบวกกับนิคมอุตสาหกรรม (การย้าย FDI) และ ธนาคาร (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น), ต้องติดตามผลกระทบจากสงครามการค้า 2.0 ต่อกลุ่มส่งออก
  • ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่อง : ประเด็นสำคัญที่อาจกดดดันให้ตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยผันผวน คือ ความกังวลประเด็นสงครามการค้าครั้งที่ 2 อาจจะกลับมา ถ้าจำกันได้ในรอบก่อน ประเด็นสงครามการค้าในปี 2018 แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะมี EPS GROWTH โตแรง 21% แต่ตลาดหุ้น S&P500 ก็ยังปรับฐานลึก -6.2% ในปีนั้น ส่วนตลาดหุ้นไทยในปี 2018 เป็นปีที่ FUND FLOW ไหลออกมากสุดในประวัติศาสตร์ -2.87 แสนล้านบาท กดดัน SET INDEX -10.8% พร้อมกับ EPS GORWTH ลดลงต่อเนื่อง ปี 2018 – 2.85% และปี 2019 -7.4%

บทสรุป

การเลือกตั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบทั้งด้านบวกและลบต่อเศรษฐกิจไทย การวิเคราะห์ด้วยแรงผลักดันและแรงต้านทำให้เห็นได้ชัดว่ามีโอกาสหลายด้านที่ไทยสามารถพัฒนาหรือปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ ทั้งในด้านการส่งออก การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และการพัฒนาการท่องเที่ยว การติดตามนโยบายและสถานการณ์การค้าอย่างใกล้ชิด การวางแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม และการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายดอกเบี้ยดี ถูกกฎหมายอย่าง P2P ล้วนสามารถช่วยให้บริษัท SME ไทยได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นใจ

แชร์บทความนี้
แบบฟอร์มสมัครสินเชื่อ
หากสนใจ สามารถฝากข้อมูลพร้อมกับตอบคำถามสั้นๆ 3 ข้อ เพื่อที่ตัวแทนของเราจะได้มีข้อมูลในการนำเสนอบริการที่ตรงจุด
Inquiry form